Search engine for discovering works of Art, research articles, and books related to Art and Culture
ShareThis
Javascript must be enabled to continue!

การผลิตและลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc ต่อ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ HEK-293T 

View through CrossRef
วิถีสัญญาณ Notch ประกอบด้วย รีเซบเตอร์ 4 ชนิด (Notch 1-4) และลิแกนด์ 5 ชนิด (Delta-1, 3, 4 และ Jagged 1, 2) การเกิดอันตรกิริยาระหว่างลิแกนด์และรีเซบเตอร์ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณ NRR ทำให้เกิดการเผยตำแหน่งที่มีการตัดโดยเอนไซม์ซึ่งนำไปสู่การตัดโดยแกมมาซีครีเทส ดังนั้น NRR จึงเป็นตำแหน่งสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพของ NRR ไว้เพื่อป้องกันการตัดของ Notch รีเซบเตอร์ วิถีสัญญาณ Notch ทำหน้าที่ควบคุมการเพิ่มจำนวน การเปลี่ยนสภาพ ตลอดจนถึงการตายของเซลล์หลายประเภท ความผิดปกติของสัญญาณ Notch ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ มีการใช้ยากดการทำงานของเอนไซม์แกมมาซีครีเทส (GSI) เพื่อการยับยั้งวิถีสัญญาณ Notch แต่มีรายงานว่า GSI ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากมีซับสเตรทหลายชนิด รีคอมบิแนนท์แอนติบอดีในรูป scFv-Fc ซึ่งเป็นโปรตีนลูกผสมประกอบด้วย scFv และ Fc ของอิมมูโนโกลบูลินจีของมนุษย์ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ทางการรักษาบำบัดเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีกว่ามอโนคลอนอลแอนติบอดีทั้งโมเลกุลหลายด้าน ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีชนิด scFv-Fc ต่อบริเวณ NRR ของ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ HEK-293T และศึกษาลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc โดยทดสอบการจับกับ Notch1 และ Notch2 และผลกระทบต่อวิถีสัญญาณ Notch ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว Jurkat จากผลการทดลองพบว่าสามารถผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc ต่อ Notch1 และ 2 ได้ในเซลล์ไลน์ HEK-293T เมื่อทำการทรานส์เฟคชันพลาสมิดที่มีชิ้นยีนของ scFv-Fc เข้าสู่เซลล์ โดยนำโปรตีนที่ได้ในอาหารเลี้ยงเซลล์ ไปแยกบริสุทธิ์ด้วยคอลัมน์โครมาโทกราฟีสัมพรรคภาพ พบว่าบน SDS-PAGE ปรากฏโปรตีนเพียงแถบเดียว เมื่อผ่านการแยกบริสุทธิ์ด้วยสองขั้นตอนโดยใช้คอลัมน์ต่อ His-tag และ คอลัมน์โปรตีน A นำแอนติบอดีที่ได้ไปทดสอบรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีต่อบริเวณ NRR โดย anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc บ่มกับเซลล์ไลน์ Jurkat พบว่าที่ปริมาณ 1 และ 10 ไมโครกรัม ตามลำดับ สามารถจับอย่างจำเพาะเมื่อวิเคราะห์ด้วย flow cytometry เพื่อศึกษาผลต่อการตัดของ Notch และการแสดงออกของยีนเป้าหมายของ Notch ได้แก่ HES1 และ HEY1 โดยใช้ anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc ที่ปริมาณ 1 และ 10 ไมโครกรัม พบว่า รีคอมบิแนนท์แอนติบอดี anti-Notch1 scFv-Fc มีผลยับยั้งการตัด Notch1 ได้ และมีผลทำให้มีการลดลงของการแสดงออกของยีนทั้ง HES1 และ HEY1 ดังนั้นผลที่ได้บ่งชี้ว่า รีคอมบิแนนท์แอนติบอดี anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc มีประสิทธิภาพในการยับยั้งวิถีสัญญาณ Notch เทียบเท่ากับการใช้ GSI การยับยั้งอย่างจำเพาะต่อวิถีสัญญาณ Notch โดยรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีที่ผลิตขึ้นอาจนำไปสู่การบำบัดรักษาโรคมะเร็งในอนาคตได้
Office of Academic Resources, Chulalongkorn University
Title: การผลิตและลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc ต่อ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ HEK-293T 
Description:
วิถีสัญญาณ Notch ประกอบด้วย รีเซบเตอร์ 4 ชนิด (Notch 1-4) และลิแกนด์ 5 ชนิด (Delta-1, 3, 4 และ Jagged 1, 2) การเกิดอันตรกิริยาระหว่างลิแกนด์และรีเซบเตอร์ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณ NRR ทำให้เกิดการเผยตำแหน่งที่มีการตัดโดยเอนไซม์ซึ่งนำไปสู่การตัดโดยแกมมาซีครีเทส ดังนั้น NRR จึงเป็นตำแหน่งสำคัญเพื่อรักษาเสถียรภาพของ NRR ไว้เพื่อป้องกันการตัดของ Notch รีเซบเตอร์ วิถีสัญญาณ Notch ทำหน้าที่ควบคุมการเพิ่มจำนวน การเปลี่ยนสภาพ ตลอดจนถึงการตายของเซลล์หลายประเภท ความผิดปกติของสัญญาณ Notch ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ มีการใช้ยากดการทำงานของเอนไซม์แกมมาซีครีเทส (GSI) เพื่อการยับยั้งวิถีสัญญาณ Notch แต่มีรายงานว่า GSI ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากมีซับสเตรทหลายชนิด รีคอมบิแนนท์แอนติบอดีในรูป scFv-Fc ซึ่งเป็นโปรตีนลูกผสมประกอบด้วย scFv และ Fc ของอิมมูโนโกลบูลินจีของมนุษย์ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ทางการรักษาบำบัดเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีกว่ามอโนคลอนอลแอนติบอดีทั้งโมเลกุลหลายด้าน ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีชนิด scFv-Fc ต่อบริเวณ NRR ของ Notch1 และ Notch2 โดยใช้เซลล์ไลน์ HEK-293T และศึกษาลักษณะสมบัติของรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc โดยทดสอบการจับกับ Notch1 และ Notch2 และผลกระทบต่อวิถีสัญญาณ Notch ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว Jurkat จากผลการทดลองพบว่าสามารถผลิตรีคอมบิแนนท์แอนติบอดี scFv-Fc ต่อ Notch1 และ 2 ได้ในเซลล์ไลน์ HEK-293T เมื่อทำการทรานส์เฟคชันพลาสมิดที่มีชิ้นยีนของ scFv-Fc เข้าสู่เซลล์ โดยนำโปรตีนที่ได้ในอาหารเลี้ยงเซลล์ ไปแยกบริสุทธิ์ด้วยคอลัมน์โครมาโทกราฟีสัมพรรคภาพ พบว่าบน SDS-PAGE ปรากฏโปรตีนเพียงแถบเดียว เมื่อผ่านการแยกบริสุทธิ์ด้วยสองขั้นตอนโดยใช้คอลัมน์ต่อ His-tag และ คอลัมน์โปรตีน A นำแอนติบอดีที่ได้ไปทดสอบรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีต่อบริเวณ NRR โดย anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc บ่มกับเซลล์ไลน์ Jurkat พบว่าที่ปริมาณ 1 และ 10 ไมโครกรัม ตามลำดับ สามารถจับอย่างจำเพาะเมื่อวิเคราะห์ด้วย flow cytometry เพื่อศึกษาผลต่อการตัดของ Notch และการแสดงออกของยีนเป้าหมายของ Notch ได้แก่ HES1 และ HEY1 โดยใช้ anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc ที่ปริมาณ 1 และ 10 ไมโครกรัม พบว่า รีคอมบิแนนท์แอนติบอดี anti-Notch1 scFv-Fc มีผลยับยั้งการตัด Notch1 ได้ และมีผลทำให้มีการลดลงของการแสดงออกของยีนทั้ง HES1 และ HEY1 ดังนั้นผลที่ได้บ่งชี้ว่า รีคอมบิแนนท์แอนติบอดี anti-Notch1 scFv-Fc และ anti-Notch2 scFv-Fc มีประสิทธิภาพในการยับยั้งวิถีสัญญาณ Notch เทียบเท่ากับการใช้ GSI การยับยั้งอย่างจำเพาะต่อวิถีสัญญาณ Notch โดยรีคอมบิแนนท์แอนติบอดีที่ผลิตขึ้นอาจนำไปสู่การบำบัดรักษาโรคมะเร็งในอนาคตได้.

Related Results

Selection of a Single Chain Variable Fragment Antibody (scFv) against Subtilisin BRC and its Interaction with Subtilisin BRC
Selection of a Single Chain Variable Fragment Antibody (scFv) against Subtilisin BRC and its Interaction with Subtilisin BRC
Background: The focus of this study was the selection of a single chain variable fragment antibody (scFv) against subtilisin BRC, a fibrinolytic enzyme using phage display, and to...
Shikonin supresses hepatocellular carcinoma by inhibiting JAG1/Notch1/uPA Signaling
Shikonin supresses hepatocellular carcinoma by inhibiting JAG1/Notch1/uPA Signaling
BackgroundShikonin, a bioactive naphthoquinone from Arnebiae Radix, exhibits hepatoprotective properties and anti-coagulation effects via inhibiting urokinase-type plasminogen acti...
ผลของกระบวนการให้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อต่อองค์ประกอบทางเคมีและเนื้อสัมผัสของหอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina และ Haliotis ovina
ผลของกระบวนการให้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อต่อองค์ประกอบทางเคมีและเนื้อสัมผัสของหอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina และ Haliotis ovina
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและเนื้อสัมผัสของหอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina และ H. ovina ก่อนและหลังผ่านกระบวนการให้ความร้อน โดยในขั้นต้นได้ศึกษาองค์ประกอ...
Small Subclones Harboring NOTCH1, SF3B1 or BIRC3 Mutations Are Clinically Irrelevant in Chronic Lymphocytic Leukemia
Small Subclones Harboring NOTCH1, SF3B1 or BIRC3 Mutations Are Clinically Irrelevant in Chronic Lymphocytic Leukemia
Abstract Introduction. Ultra-deep next generation sequencing (NGS) allows sensitive detection of mutations and estimation of their clonal abundance in tumor cell pop...
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผักโขม Amaranthus tricolor ปรุงรสอบแห้ง
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผักโขม Amaranthus tricolor ปรุงรสอบแห้ง
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผักโขม Amaranthus tricolor ที่มีปริมาณโปรตีน, เส้นใย และ p-carotene สูง ให้เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงรสอบแห้งที่มีลักษณะน่ารับประทานมากกว่าในรูป ของผักสด ...
การระบุเพศและอาณาเขตที่อยู่อาศัยของนกเค้ากู่ Otus lettia (Hodgson, 1836) ที่เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี
การระบุเพศและอาณาเขตที่อยู่อาศัยของนกเค้ากู่ Otus lettia (Hodgson, 1836) ที่เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี
การศึกษาทางสัณฐานวิทยาของนกเค้ากู่จากตัวอย่างพิพิธภัณฑ์จำนวน 48 ตัว (เพศผู้ 30 ตัวและเพศเมีย 18 ตัว) พบลักษณะที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศ 3 ลักษณะคือ ความยาวปีก (WL) ความยาวนิ้วที...

Back to Top