Search engine for discovering works of Art, research articles, and books related to Art and Culture
ShareThis
Javascript must be enabled to continue!

ผลของตัวคีเลตต่อการสะสมแคดเมียมของทานตะวัน Helianthus annuus Linn.

View through CrossRef
การศึกษาผลของคีเลตต่อการสะสมแคดเมียมของทานตะวัน (Helianthus annuus Linn.) โดยการปลูกทานตะวันในกระถางทดลองที่เติมสารละลายแคดเมียมไนเตรต (Cd(NO[subscript 3])[subscript 2]4H[subscript 2]O) ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม หลังจากการปลูกพืชเป็นเวลา 35 วันทำการเติมคีเลต 3 ชนิดคือ EDTA ความเข้มข้น 0.05 0.1 0.15 และ 0.2 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม EDDS และ citric acid ความเข้มข้น 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม โดยการเติมคีเลตแต่ละชนิดจะแบ่งเติม 1 2 และ 3 ครั้ง หลังจากนั้นทำการเก็บเกี่ยวพืชและทำการวิเคราะห์หาแคดเมียมในส่วนเหนือดิน ราก และทั้งต้น ผลการศึกษาพบว่าการเติม EDTA ความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัมเป็นจำนวน 2 ครั้ง มีการสะสมแคดเมียมในรากมากที่สุดคือ 222 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนักแห้ง ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.05 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.1 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.15 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.2 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 1 ครั้ง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ส่วนการเติม EDTA ความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง พบว่ามีการสะสมแคดเมียมในส่วนเหนือพื้นดินมากที่สุดคือเท่ากับ 17 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้งซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.05 mg/kg เป็นจำนวน 1 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.1 mg/kg เป็นจำนวน 2 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 1.5 mg/kg เป็นจำนวน 1 และ 2 ครั้ง และชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 2.0 mg/kg เป็นจำนวน 1 ครั้ง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% นอกจากนี้การเติม EDTA ความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง ยังทำให้มีการสะสมแคดเมียมในทั้งต้นมากที่สุดคือ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank control ชุดการทดลองที่เติม EDTA ทุกชุดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ยกเว้นชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.1 mg/kg เป็นจำนวน 1 และ 3 ครั้ง เหตุผลที่ EDTA ที่ความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม ทำให้แคดเมียมสะสมในทานตะวันมากที่สุด น่าจะเป็นเพราะความสามารถของ EDTA ที่สลายตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับ EDDS และ citric acid จึงทำให้สามารถปลดปล่อยแคดเมียมให้มาอยู่ในสารละลายได้มากกว่า EDDS และ citric acid จากผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า ชนิดของคีเลต ความเข้มข้นของคีเลต และวิธีการเติมคีเลตที่เหมาะสมในการทดลองครั้งนี้คือ การเติม EDTA ความเข้มข้น 0.15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง ทำให้มีการสะสมแคดเมียมในส่วนเหนือพื้นดินมากที่สุด.
Office of Academic Resources, Chulalongkorn University
Title: ผลของตัวคีเลตต่อการสะสมแคดเมียมของทานตะวัน Helianthus annuus Linn.
Description:
การศึกษาผลของคีเลตต่อการสะสมแคดเมียมของทานตะวัน (Helianthus annuus Linn.
) โดยการปลูกทานตะวันในกระถางทดลองที่เติมสารละลายแคดเมียมไนเตรต (Cd(NO[subscript 3])[subscript 2]4H[subscript 2]O) ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม หลังจากการปลูกพืชเป็นเวลา 35 วันทำการเติมคีเลต 3 ชนิดคือ EDTA ความเข้มข้น 0.
05 0.
1 0.
15 และ 0.
2 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม EDDS และ citric acid ความเข้มข้น 0.
5 1.
0 1.
5 และ 2.
0 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม โดยการเติมคีเลตแต่ละชนิดจะแบ่งเติม 1 2 และ 3 ครั้ง หลังจากนั้นทำการเก็บเกี่ยวพืชและทำการวิเคราะห์หาแคดเมียมในส่วนเหนือดิน ราก และทั้งต้น ผลการศึกษาพบว่าการเติม EDTA ความเข้มข้น 0.
15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัมเป็นจำนวน 2 ครั้ง มีการสะสมแคดเมียมในรากมากที่สุดคือ 222 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม น้ำหนักแห้ง ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
05 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
1 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
15 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
2 mg/kg แบ่งเติมเป็นจำนวน 1 ครั้ง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ส่วนการเติม EDTA ความเข้มข้น 0.
15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง พบว่ามีการสะสมแคดเมียมในส่วนเหนือพื้นดินมากที่สุดคือเท่ากับ 17 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้งซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
05 mg/kg เป็นจำนวน 1 2 และ 3 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
1 mg/kg เป็นจำนวน 2 ครั้ง ชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 1.
5 mg/kg เป็นจำนวน 1 และ 2 ครั้ง และชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 2.
0 mg/kg เป็นจำนวน 1 ครั้ง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% นอกจากนี้การเติม EDTA ความเข้มข้น 0.
15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง ยังทำให้มีการสะสมแคดเมียมในทั้งต้นมากที่สุดคือ 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักแห้ง ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าชุดการทดลอง blank control ชุดการทดลองที่เติม EDTA ทุกชุดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ยกเว้นชุดการทดลองที่เติม EDTA ความเข้มข้น 0.
1 mg/kg เป็นจำนวน 1 และ 3 ครั้ง เหตุผลที่ EDTA ที่ความเข้มข้น 0.
15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม ทำให้แคดเมียมสะสมในทานตะวันมากที่สุด น่าจะเป็นเพราะความสามารถของ EDTA ที่สลายตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับ EDDS และ citric acid จึงทำให้สามารถปลดปล่อยแคดเมียมให้มาอยู่ในสารละลายได้มากกว่า EDDS และ citric acid จากผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า ชนิดของคีเลต ความเข้มข้นของคีเลต และวิธีการเติมคีเลตที่เหมาะสมในการทดลองครั้งนี้คือ การเติม EDTA ความเข้มข้น 0.
15 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม จำนวน 1 ครั้ง ทำให้มีการสะสมแคดเมียมในส่วนเหนือพื้นดินมากที่สุด.

Related Results

<b>Exploring the Phytochemical Profile and Antibacterial Potential of <i>Helianthus annuus</i> and <i>Rosa indica</i></b>
<b>Exploring the Phytochemical Profile and Antibacterial Potential of <i>Helianthus annuus</i> and <i>Rosa indica</i></b>
Background: Medicinal plants are important sources of bioactive compounds with antioxidant and antimicrobial potential, offering safer alternatives to synthetic agents that often c...
Evaluation of some garden flowers as specialty cut flowers in Eskisehir province-Türkiye
Evaluation of some garden flowers as specialty cut flowers in Eskisehir province-Türkiye
Specialty cut flowers are in demand, especially in the domestic market as they can be grown with low production costs without the need for specially equipped greenhouses and offer ...
The effects of Helianthus Annuus on Amyotrophic Lateral Sclerosis using Drosophila Melanogaster
The effects of Helianthus Annuus on Amyotrophic Lateral Sclerosis using Drosophila Melanogaster
Amyotrophic lateral sclerosis (ALS) affects nearly 200,000 people worldwide. The main cause of ALS is unknown as 90% of people diagnosed do not have genetic mutations or a family h...
Formulasi Dan Uji Mutu Fisik Sediaan Bedak Padat Ekstrak Biji Bunga Matahari (Halianthus Annuus L.) Sebagai Antioksidan
Formulasi Dan Uji Mutu Fisik Sediaan Bedak Padat Ekstrak Biji Bunga Matahari (Halianthus Annuus L.) Sebagai Antioksidan
Sunflower (Halianthus annuus L.) is a flower that is widely consumed by the world's people. The part that is consumed from the sunflower is the seeds of the flower. Sunflower seeds...
A suffrutescent Helianthus from Los Angeles County, California
A suffrutescent Helianthus from Los Angeles County, California
A suffrutescent individual, belonging to the genus Helianthus, and bearing resemblance to H. annuus, has been observed in Los Angeles County, California. This individual was observ...
Screening of 3-hydroxy-3-methyl-glutaryl CoA reductase inhibitors from medicinal plants
Screening of 3-hydroxy-3-methyl-glutaryl CoA reductase inhibitors from medicinal plants
Eighteen Thai-traditional medicinal plants known to have hypocholestermic activity were screened for their ability to inhibit 3-hydroxy-3-methylglutaryl CoA reductase activity. The...
Cortes histológicos dos órgãos vegetativos do girassol (Helianthus annuus L.): uma contribuição para o ensino da botânica
Cortes histológicos dos órgãos vegetativos do girassol (Helianthus annuus L.): uma contribuição para o ensino da botânica
A anatomia vegetal estuda as células e os tecidos vegetais, assim como a estrutura interna dos organismos vegetais. Buscando contribuir com o ensino, estudou-se as estruturas anatô...

Back to Top