Search engine for discovering works of Art, research articles, and books related to Art and Culture
ShareThis
Javascript must be enabled to continue!

ผลของแสงและความเค็มต่อการเติบโตและการผลิตสาร Ecteinascidins ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891

View through CrossRef
ศึกษาผลของแสงและความเค็มต่อการเติบโตและการผลิตสาร ecteinascidins (ET) ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni โดยแบ่งการศึกษาปัจจัยของแสง ออกเป็น 5 ชุดการทดลอง ที่ 0, 25, 50, 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ ของระดับความเข้มแสงปกติในธรรมชาติตามลำดับ และแบ่งการศึกษาปัจจัยความเค็มออกเป็น 5 ชุดการทดลองเช่นกัน ที่ระดับความเค็ม26, 29, 32, 35 และ 38 พีเอสยู ตามลำดับทุกชุดการทดลองให้แพลงก์ตอนพืช Chaetoceros sp.เป็นอาหาร ทำการตรวจวัดความยาว นับจำนวนซูออยด์ และวัดพื้นที่ปกคลุมโคโลนีของเพรียงหัวหอมเป็นระยะในการเลี้ยงในระบบเลี้ยงจนครบสองวงชีวิต แล้วนำเพรียงหัวหอมมาสกัดแยกและวิเคราะห์ปริมาณสาร ET ที่เพรียงหัวหอมผลิต ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของเพรียงหัวหอม E.thurstoni ทั้งในส่วนของความยาวสูงสุดของซูออยด์ต่อโคโลนี จำนวนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนี และพื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดของทั้งสองวงชีวิต ในทุกชุดการทดลองของแสงและความเค็มไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ อย่างไรก็ตามความยาวของซูออยด์สูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (10.9+-0.8 และ 11.1+-4.2 มิลลิเมตร) พบในกลุ่มที่ได้รับแสง 75 และ 25 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่วนจำนวนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนีในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (122+-27 และ 56+-23 ซูออยด์) พบในกลุ่มที่ได้รับแสง 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับนอกจากนี้พื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (19.7+-6.7 และ 13.4+-8.9 เปอร์เซ็นต์) พบกลุ่มที่ได้รับแสง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองวงชีวิต ปริมาณสาร ET 770 ที่เพรียงหัวหอมผลิต มีปริมาณมาก (0.193-0.167 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักแห้งของเพรียงหัวหอม) ในกลุ่มที่ได้รับแสง 25, 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับปัจจัยด้านความเค็มนั้น พบความยาวสูงสุดของซูออยด์ในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (11.6+-0.6 และ 10.6+-0.9 มิลลิเมตร) ในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 35 พีเอสยู ตามลำดับ ส่วนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนีในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (88+-29 และ 37+-19 ซูออยด์) พบในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 32 พีเอสยู ตามลำดับ นอกจากนี้พื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (19.0+-6.2และ9.7+-2.8 เปอร์เซ็นต์) พบในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 35 พีเอสยู ตามลำดับ ปริมาณสาร ET 770 ที่เพรียงหัวหอมผลิตมีปริมาณมาก (0.155 - 0.135 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักแห้งของเพรียงหัวหอม) ในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 26, 29 และ32 พีเอสยู สรุปได้ว่า เพรียงหัวหอมมีแนวโน้มเติบโตได้ดีที่ระดับแสง 25 และ 75 เปอร์เซ็นต์ และผลิตสาร ET 770 ได้สูงที่ระดับแสง 25, 75และ 100 เปอร์เซ็นต์ และเพรียงหัวหอมมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีที่ระดับความเค็มสูง 35 และ 38 พีเอสยูและสามารถผลิตสาร ET 770 ได้สูงที่ระดับความเค็มต่ำ (26, 29 และ 32 พีเอสยู)
Office of Academic Resources, Chulalongkorn University
Title: ผลของแสงและความเค็มต่อการเติบโตและการผลิตสาร Ecteinascidins ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891
Description:
ศึกษาผลของแสงและความเค็มต่อการเติบโตและการผลิตสาร ecteinascidins (ET) ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni โดยแบ่งการศึกษาปัจจัยของแสง ออกเป็น 5 ชุดการทดลอง ที่ 0, 25, 50, 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ ของระดับความเข้มแสงปกติในธรรมชาติตามลำดับ และแบ่งการศึกษาปัจจัยความเค็มออกเป็น 5 ชุดการทดลองเช่นกัน ที่ระดับความเค็ม26, 29, 32, 35 และ 38 พีเอสยู ตามลำดับทุกชุดการทดลองให้แพลงก์ตอนพืช Chaetoceros sp.
เป็นอาหาร ทำการตรวจวัดความยาว นับจำนวนซูออยด์ และวัดพื้นที่ปกคลุมโคโลนีของเพรียงหัวหอมเป็นระยะในการเลี้ยงในระบบเลี้ยงจนครบสองวงชีวิต แล้วนำเพรียงหัวหอมมาสกัดแยกและวิเคราะห์ปริมาณสาร ET ที่เพรียงหัวหอมผลิต ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของเพรียงหัวหอม E.
thurstoni ทั้งในส่วนของความยาวสูงสุดของซูออยด์ต่อโคโลนี จำนวนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนี และพื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดของทั้งสองวงชีวิต ในทุกชุดการทดลองของแสงและความเค็มไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ อย่างไรก็ตามความยาวของซูออยด์สูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (10.
9+-0.
8 และ 11.
1+-4.
2 มิลลิเมตร) พบในกลุ่มที่ได้รับแสง 75 และ 25 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่วนจำนวนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนีในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (122+-27 และ 56+-23 ซูออยด์) พบในกลุ่มที่ได้รับแสง 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับนอกจากนี้พื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (19.
7+-6.
7 และ 13.
4+-8.
9 เปอร์เซ็นต์) พบกลุ่มที่ได้รับแสง 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองวงชีวิต ปริมาณสาร ET 770 ที่เพรียงหัวหอมผลิต มีปริมาณมาก (0.
193-0.
167 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักแห้งของเพรียงหัวหอม) ในกลุ่มที่ได้รับแสง 25, 75 และ 100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับปัจจัยด้านความเค็มนั้น พบความยาวสูงสุดของซูออยด์ในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (11.
6+-0.
6 และ 10.
6+-0.
9 มิลลิเมตร) ในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 35 พีเอสยู ตามลำดับ ส่วนซูออยด์สูงสุดต่อโคโลนีในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (88+-29 และ 37+-19 ซูออยด์) พบในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 32 พีเอสยู ตามลำดับ นอกจากนี้พื้นที่ปกคลุมโคโลนีสูงสุดในวงชีวิตที่หนึ่งและสอง (19.
0+-6.
2และ9.
7+-2.
8 เปอร์เซ็นต์) พบในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 38 และ 35 พีเอสยู ตามลำดับ ปริมาณสาร ET 770 ที่เพรียงหัวหอมผลิตมีปริมาณมาก (0.
155 - 0.
135 กรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักแห้งของเพรียงหัวหอม) ในกลุ่มที่ได้รับความเค็ม 26, 29 และ32 พีเอสยู สรุปได้ว่า เพรียงหัวหอมมีแนวโน้มเติบโตได้ดีที่ระดับแสง 25 และ 75 เปอร์เซ็นต์ และผลิตสาร ET 770 ได้สูงที่ระดับแสง 25, 75และ 100 เปอร์เซ็นต์ และเพรียงหัวหอมมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีที่ระดับความเค็มสูง 35 และ 38 พีเอสยูและสามารถผลิตสาร ET 770 ได้สูงที่ระดับความเค็มต่ำ (26, 29 และ 32 พีเอสยู).

Related Results

ผลของอาหารต่างชนิดต่อการเติบโตและการผลิต Ecteinascidins ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni herdman, 1891
ผลของอาหารต่างชนิดต่อการเติบโตและการผลิต Ecteinascidins ของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni herdman, 1891
เพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891 ซึ่งพบเฉพาะบริเวณเกาะภูเก็ต จัดเป็นเพรียงหัวหอมชนิดแรกในทวีปเอเชียที่สามารถผลิตสารทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพในกลุ่ม Ecteinascid...
ชีววิทยาของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891 เพื่อการเพาะเลี้ยง
ชีววิทยาของเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891 เพื่อการเพาะเลี้ยง
ทำการศึกษาชีววิทยาเพื่อการเพาะเลี้ยงเพรียงหัวหอม Ecteinascidia thurstoni Herdman, 1891 ซึ่งพบบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ต เพรียงหัวหอมชนิดนี้ให้สารกลุ่ม Ecteinascidins ซ...
Distribution of three mobulid ray species (Mobula tarapacana, M. mobular, and M. thurstoni) in the western Atlantic and Caribbean
Distribution of three mobulid ray species (Mobula tarapacana, M. mobular, and M. thurstoni) in the western Atlantic and Caribbean
Populations of rays in the family Mobulidae have been declining globally, mainly due to fishing pressure. Within this family, devil rays remain far less understood than the more co...
Effects of ecteinascidin 770 on lung cancer NCI-H23 cell anoikis
Effects of ecteinascidin 770 on lung cancer NCI-H23 cell anoikis
Anti-metastasis have received increased research effort and clinical attention. The anoikis-sensitizing effect of ecteinascidin 770 (ET-770) was investigated in the present study i...
Testudodinium gen. nov. (Dinophyceae), a new genus of sand‐dwelling dinoflagellates formerly classified in the genus Amphidinium
Testudodinium gen. nov. (Dinophyceae), a new genus of sand‐dwelling dinoflagellates formerly classified in the genus Amphidinium
SUMMARYA new genus of sand‐dwelling photosynthetic dinoflagellate, Testudodinium Horiguchi, Tamura, Katsumata et A. Yamaguchi is proposed based on Testudodinium testudo (Herdman) H...
FORCING AND FORBIDDING SPEECH: SILENCE AND RACIAL IDENTITY IN "MARIANA" (1871) AND "MARIANA" (1891)
FORCING AND FORBIDDING SPEECH: SILENCE AND RACIAL IDENTITY IN "MARIANA" (1871) AND "MARIANA" (1891)
Abstract: Though several scholars have noted parallels between "Mariana" (1871) and "Mariana" (1891), many dismiss them as disparate stories that happen to share the same name. My...
The Timing and Prevalence of Women's Marriage in the French Department of the Loire, 1851-1891
The Timing and Prevalence of Women's Marriage in the French Department of the Loire, 1851-1891
This article examines the determinants of the timing and prevalence of female marriage in a sample of 33 rural villages in the French department of the Loire in the second half of ...

Back to Top